วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

ความรู้เบื้องต้น6ประการในการตัดต่อ


ความรู้เบื้องต้น6ประการในการตัดต่อ

1.แรงจูงใจ Motivation ในการตัดต่อ ไม่ว่าจะการ cut, mix หรือ fade ควรมีเหตุผลที่ดีหรือมีแรงจูงใจเสมอ ซึ่งแรงจูงใจนี้อาจเป็นภาพ เสียง หรือทั้งสองอย่างผสมกันก็ได้ ในส่วนของภาพอาจเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้นักแสดงจะแสดงเพียงเล็กน้อย เช่น การขยับร่างกายหรือขยับส่วนของหน้าตา สำหรับเสียงอาจเป็นเสียงใดเสียงหนึ่ง เช่น เสียงเคาะประตู หรือเสียงโทรศัพท์ดัง หรืออาจเป็นเสียงที่ไม่ปรากฏภาพในฉาก (off scene)



2.ข้อมูล Information ข้อมูลในที่นี้คือข้อมูลที่เป็นภาพ ช็อตใหม่ หมายถึงข้อมูลใหม่ คือถ้าไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ในช็อตนั้น ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาตัดต่อ ไม่ว่าภาพจะมีความงดงามเพียงไร ก็ควรที่จะเป็นข้อมูลภาพที่แตกต่างจากช็อตที่แล้ว ยิ่งมีข้อมูลภาพที่คนดูเห็นและเข้าใจมากขึ้น ผู้ชมก็ยิ่งได้รับข้อมูลและมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น เป็นหน้าที่ของคนตัดที่จะนำข้อมูลภาพมาร้อยให้มากที่สุดโดยไม่เป็นการยัดเยียดให้คนดู












3.องค์ประกอบภาพในช็อต Shot Composition ผู้ตัดไม่สามารถกำหนดองค์ประกอบภาพในช็อตได้ แต่งานของผู้ตัดคือควรให้มีองค์ประกอบภาพในช็อตที่สมเหตุสมผลและเป็นที่ยอมรับปรากฏอยู่ องค์ประกอบภาพในช็อตที่ไม่ดีมาจากการถ่ายทำที่แย่ ซึ่งทำให้การตัดต่อทำได้ลำบากมากขึ้น


4.เสียง Sound เสียงคือส่วนสำคัญในการตัดต่ออีกประการหนึ่ง เสียงรวดเร็วและลึกล้ำกว่าภาพ เสียงสามารถใส่มาก่อนภาพหรือมาทีหลังภาพเพื่อสร้างบรรยากาศ สร้างความกดดันอันรุนแรง และอีกหลากหลายอารมณ์ เสียงเป็นการเตรียมให้ผู้ชมเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนฉาก สถานที่ หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ ความคลาดเคลื่อนของเสียงที่เหมาะสมเป็นการลดคุณค่าของการตัดต่อ เช่น LSของสำนักงาน ได้ยินเสียงจากพวกเครื่องพิมพ์ดีด ตัดไปที่ช็อตภาพใกล้ของพนักงานพิมพ์ดีด เสียงไม่เหมือนกับที่เพิ่งได้ยินในช็อตปูพื้น คือ เครื่องอื่น ๆ หยุดพิมพ์ทันทีเมื่อตัดมาเป็นช็อตใกล้ ความสนใจของผู้ชมสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยเสียงที่มาล่วงหน้า (lapping) ตัวอย่างเช่น การตัดเสียง 4 เฟรมล่วงหน้าก่อนภาพ เมื่อตัดจากภาพในอาคารมายังภาพฉากนอกอาคาร


5.มุมกล้อง Camera Angle เมื่อผู้กำกับฯ ถ่ายทำฉาก จะทำโดยเริ่มจากตำแหน่งต่าง ๆ (มุมกล้อง) และจากตำแหน่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้กำกับฯ จะให้ถ่ายช็อตหลาย ๆ ช็อต คำว่า “มุม” ถูกใช้เพื่ออธิบายตำแหน่งของกล้องเหล่านี้ซึ่งสัมพันธ์กับวัตถุหรือบุคคล หัวใจสำคัญคือแต่ละครั้งที่ cut หรือ mix จาก shot หนึ่งไปอีกช็อตหนึ่ง กล้องควรมีมุมที่แตกต่างไปจากช็อตก่อนหน้านี้ สำหรับคนตัด ความแตกต่างระหว่างแกน ไม่ควรมากกว่า 180 องศา และมักจะน้อยกว่า 45 องศา เมื่อถ่ายบุคคลเดียวกัน ด้วยประสบการณ์รูปแบบนี้อาจดัดแปลงได้อีกมาก


6.ความต่อเนื่อง Continuity ทุกครั้งที่ถ่ายทำในมุมกล้องใหม่ (ในซีเควนส์เดียวกัน) นักแสดงหรือคนนำเสนอจะต้องแสดงการเคลื่อนไหวหรือทำท่าเหมือนเดิมทุกประการกับช็อตที่แล้ววิธีการนี้ ยังปรับใช้กับ take ที่แปลกออกไปด้วย ความต่อเนื่องของเนื้อหา Continuity of content ควรมีความต่อเนื่องของเนื้อหา เช่น นักแสดงยกหูโทรศัพท์ด้วยมือขวาในช็อตแรก ดังนั้นก็คาดเดาได้ว่าหูโทรศัพท์ยังคงอยู่ในมือขวาในช็อตต่อมา งานของคนตัดคือ ทำให้แน่ใจว่าความต่อเนื่องยังคงมีอยู่ทุกครั้งที่ทำการตัดต่อในซีเควนส์ของช็อต ความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว Continuity of movementความต่อเนื่องยังเกี่ยวข้องกับทิศทางการเคลื่อนไหว หากนักแสดงหรือบุคคลเคลื่อนที่จากขวาไปซ้ายในช็อตแรก ช็อตต่อมาก็คาดเดาว่านักแสดงหรือบุคคลจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เว้นแต่ในช็อตจะให้เห็นการเปลี่ยนทิศทางจริง ๆ
ความต่อเนื่องของตำแหน่ง Continuity of position ความต่อเนื่องยังคงความสำคัญในเรื่องของตำแหน่งนักแสดงหรือบุคคลในฉาก หากนักแสดงอยู่ทางขวามือของฉากในช็อตแรก ดังนั้นเขาจะต้องอยู่ขวามือในช็อตต่อมาด้วย เว้นแต่มีการเคลื่อนไหวไปมาให้เห็นในฉากถึงจะมีการเปลี่ยนไป
ความต่อเนื่องของเสียง Continuity of sound ความต่อเนื่องของเสียงและสัดส่วนของเสียงเป็นส่วนที่สำคัญมาก ถ้าการกระทำกำลังเกิดขึ้นในที่เดียวกันและเวลาเดียวกัน เสียงจะต้องต่อเนื่องจากช็อตหนึ่งไปยังช็อตต่อไป เช่น ในช็อตแรกถ้ามีเครื่องบินในท้องฟ้าแล้วได้ยินเสียง ดังนั้นในช็อตต่อมาก็ต้องได้ยินจนกว่าเครื่องบินนั้นจะเคลื่อนห่างออกไป แม้ว่าบางครั้งอาจไม่มีภาพเครื่องบินให้เห็นในช็อตที่สอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องมีเสียงต่อเนื่องในช็อตต่อไป
นอกจากนี้ ช็อตที่อยู่ในฉากเดียวกันและเวลาเดียวกัน จะมีเสียงพื้น(background sound) ที่เหมือนกัน เรียกว่า background ambience, atmosphere หรือเรียกย่อ ๆ ว่า atmos ซึ่งต้องมีความต่อเนื่อง







ความรู้พื้นฐานในการสร้างการสร้าง "วีดีโอ / หนังสั้น"


ความรู้พื้นฐานในการสร้างการสร้าง "วีดีโอ / หนังสั้น"


การสร้างวีดีโอ

การสร้างคลิปวีดีโอนั้น แม้ว่าเรามาภาพต้นฉบับดีๆ วีดีโอสวยๆ มีเสียงเพลงเพราะๆ มีคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่ดี ก็ใช่ว่าเราจะสร้างงานออกมาแล้วจะดีไปด้วย ความน่าสนใจของคลิปวีดีโอ ต้องอาศัยจินตนาการ, ความคิดสร้างสรรค์ ในทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการ"ผลิต" โดยหลักการทางทฤษฎีแล้วประกอบด้วย 3 ขั้นตอน หรือ 3 P
- Pre-Production คือ การเตรียมการก่อนการผลิต
- Production คือ การดำเนินการถ่ายทำ
- Post-Production คือ การตัดต่อและการนำเสนอ
ดังนั้น การจะสร้างงานออกมาให้ดีและเป็นที่น่าสนใจ เราจำเป็นต้องเตรียมการในเรื่องเหล่านี้
- Concept & Theme

- Script & Story Board


Concept & Theme
เป็นการกำหนดแนวคิดและทิศทางของคลิปวีดีโอเรา รวมถึงรูปแบบในการนำเสนอ เช่น คลิป"ส่งเสริมการปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว" มี Concept คือ ต้องนำเสนอความสนุกสนานในการปั่นจักรยานไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ดังนั้นTheme ของเรื่องนี้ก็คือ สถานที่และเส้นทาง ที่สวยงาม ... ซึ่งจะส่งผลต่อ Scriptและ Storyboard จะต้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน


Script
สคริปต์ หรือ บท คือรายละเอียดของตัวละคร, ฉาก, มุมกล้อง, การตัดต่อ, ตัวหนังสือ, เสียงประกอบ ... ฯลฯ ทุกอย่างต้องระบุในสคริปต์ทั้งหมด เพื่อให้ได้ผลลัพท์ตามที่ต้องการ


Story board
ตามหลักการของการสร้างภาพยนตร์ เป็นภาพวาดแบบร่าง ที่สร้างขึ้นจากสคริปต์ หากระบุรายละเอียดได้มาก การทำงานจะสะดวกมากขึ้น
ในทางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จะสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3D-Animation บันทึกเสียงประกอบแบบภาพยนตร์จริงๆ

แต่สำหรับระดับเราๆ สร้างคลิปวีดีโออัพขึ้น Youtube คงไม่ต้องถึงขนาดนั้น เอาแบบง่ายๆ ก็คือภาพ sketch ใน shot ต่างๆ พร้อมคำบรรยาย หรือ บทสนทนา เป็นการช่วบลำดับเหตุการณ์

ความหมายและความสำคัญของการตัดต่อลำดับภาพ


ความหมายและความสำคัญของการตัดต่อลำดับภาพ

ความหมายของการตัดต่อลำดับภาพ
การตัดต่อลำดับภาพ หมายถึง การเปลี่ยนภาพและเสียงจากหนึ่งช็อตไปยังช็อตต่อไป โดยมีความต่อเนื่อง เรียงลำดับของเรื่องราว ไม่มีการกระโดดหรืออิริยาบถซ้ำซ้อน รักษาคุณภาพของภาพและเสียงให้กลมกลืนกันโดยตลอด เพื่อพร้อมที่จะใช้ออกอากาศ
ความสำคัญของการตัดต่อลำดับภาพ
1. ช่วยต่อเชื่อมภาพ
2. ช่วยแก้ไขส่วนบกพร่อง
3. ช่วยกำจัดเวลา
4. ช่วยสร้างเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง


โปรแกรม IMOVIE

โปรแกรม IMOVIE






1. คลิกที่ icon iMovie เพื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา คลิกFile เลือก New project จากนั้นเลือกThemes ตั้งชื่อproject แล้วคลิก create

2. ทำการ import ไฟล์วิดีโอ โดยเลือกโฟลเดอร์ที่บันทึกวิดีโอไว้ แล้วกด import

3. จะปรากฎรายการวิดีโอคลิปต่างๆที่เราถ่ายไว้แล้ว ขึ้นมาให้เลือก โดยวิดีโอที่ถ่ายครั้งหลังสุดจะอยู่ด้านบนสุด

4.เมื่อชี้เมาส์ไปตามวิดีโอมันจะทำการรีวิววิดีโอไปที่จอเล็กด้านข้าง เมื่อเลือกได้แล้วว่าต้องการวิดีโอไหนก็คลิกแล้วลากซึ่งจะปรากฏเป็นกรอบสีเหลือง จากนั้นคลิกลากไปไว้ที่ project Library

5.ทำต่อไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการเพิ่มTitleให้คลิกที่ Titleแล้วลากมาวางทับวิดีโอนั้น แล้วไปพิมพ์ข้อความที่ต้องการที่รีวิววิดีโอ

6.เมื่อจะทำการบันทึก ให้คลิกที่ share => Export Movie => imovie

Location

การหาสถานที่ถ่ายทำ (Location)
การหาสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์มีขั้นตอนดังนี้
1.แยกงานสถานที่จากบทและรวมกลุ่มสถานที่
การเริ่มหาสถานที่ให้นำบทมาอ่านแล้วลำดับรายชื่อสถานที่เกิดขึ้นในบท จากนั้นก็มารวมกลุ่มกันโดยคำนึงถึงกลุ่มสถานที่ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน เพื่อความสะดวก เช่น ฉากทะเล ภูเขา หมู่บ้าน ชาวประมง ร้านอาหารริมทะเล หรือบ้านไม้ ซอยแคบ ถนนลูกรัง หรือโรงภาพยนตร์ ซุปเปอร์มาเกต ร้านไอศกรีม ฯลฯ

2.ติดต่อสอบถาม
เมื่อได้รายชื่อสถานที่แล้ว ให้ติดต่อสอบถามแหล่งต่างๆ เช่น จากเพื่อน ผู้ช่วยผู้กำกับกองถ่ายอื่น เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ตามสถานที่ต่างๆ ดูจากนิตยสารการท่องเที่ยว โปสการ์ด แผ่นพับ เพื่อให้ได้ข้อมูลขั้นต้น ไม่ใช่ออกหาสถานที่เลย เพราะจะประหยัดเวลา ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหารได้มาก


3.บริหารการเดินทาง
การออกหาสถานที่ถ่ายทำ หากเช่ารถแล้วควรเริ่มออกแต่เช้าตรู่ บุคคลที่ไปหาไม่ควรเกิน 2 คน คือ ฝ่ายธุรกิจหนึ่ง และผู้ช่วยฝ่ายศิลป์หนึ่ง ฝ่ายธุรกิจดูแลการจัดการ เช่น ระยะทาง ค่าเช่าที่พัก การติดต่อขออนุมัติ ส่วนฝ่ายศิลปะดูความสวยงามทางศิลปะที่สอดคล้องกับบท ใช้กล้องและฟิล์มราคาถูกถ่ายภาพมุมต่างๆ ที่เห็นเหมาะ บางสถานที่ขอภาพถ่ายที่เขามีอยู่แล้ว หรือขอแผ่นพับโฆษณาก็ได้ ในขณะเดียวกันร่างแผนที่และแผนผังพื้นที่มาด้วย

4.นำภาพถ่ายเข้าที่ประชุม นำภาพถ่ายแผ่นพับ แผนผัง และข้อมูลที่ได้มาเพื่อเข้าที่ประชุมและคัดเลือก

5.ดูสถานที่จริง
เมื่อคัดเลือกสถานที่ขั้นต้นได้แล้ว ขั้นต่อไปผู้กำกับ ผู้กำกับภาพ และผู้กำกับฝ่ายศิลป์ จะเดินทางไปดูสถานที่จริง จะเพิ่มเติมดัดแปลงอะไร จะวางกล้องตรงไหนจะได้ปรึกษากับตอนนี้ เบอร์โทรศัพท์ แผนที่ วันเวลาเปิดปิด เงื่อนไขการเข้าสถานที่ก็ยืนยันความแน่นอนตอนนี้



ข้อควรคำนึงในการหาสถานที่ถ่ายทำ สถานที่ถ่ายทำที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ มีความเหมาะสมในแง่การจัดการ และมีคุณค่าทางศิลปะ ความเหมาะสมในการจัดการ ก็คือ

1.ใกล้ที่ทำงาน ถ้าเป็นได้สถานที่นั้นไม่ควรไกลจากที่ทำงาน เพื่อความสะดวกหากลืมสิ่งของที่จำเป็นจะประหยัดค่าเดินทาง

2.มีความหลากหลาย สถานที่นั้นหากไปที่เดียวแล้วถ่ายได้หลายฉาก จะเป็นสถานที่ถ่ายทำที่ดีมาก เราจะไม่ต้องเคลื่อนย้ายกองถ่ายบ่อยๆ เช่น ไปหมู่บ้านจัดสรรก็จะได้ร้านค้า บ้าน สวนสาธารณะ โรงเรียนอนุบาล สนามเด็กเล่น สนามกอล์ฟ คลับ ห้องอาหาร สระว่ายน้ำ ถนนในหมู่บ้าน ฯลฯ จะมีความสะดวกในการถ่ายทำ เวลาจะย้ายกองถ่ายก็ย้ายกองถ่ายใกล้ๆ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มาก

3.มีความสะดวกในการถ่ายทำ คือ มีโทรศัพท์ติดต่อ มีที่จอดรถสะดวก ห้องน้ำมีหลายห้อง มีพื้นที่ว่างสำหรับแต่งกายและแต่งหน้า มีความสูงของเพดานสำหรับติดตั้งดวงไฟ มีพื้นที่สำหรับเก็บพักอุปกรณ์ถ่ายทำ มีพื้นที่สำหรับจัดส่วนรับประทานอาหารของกองถ่าย ไม่มีเจ้าถิ่นที่คอยรบกวน

4.ราคาไม่แพง สถานที่ควรเก็บค่าเช่าไม่แพงนัก หากไม่เสียเลยได้ยิ่งดี เพียงแต่เสียค่าแม่บ้านทำความสะอาด หรือช่วยค่าน้ำค่าไฟบ้างเท่านั้น เช่น บ้านเพื่อน หน่วยราชการ สถานที่เพื่อการกุศล สถานที่ทำการบริการ หากแลกเปลี่ยนกับการขึ้นไตเติลให้ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย การหาสถานที่ที่ขายบริการ เช่น ร้านอาหาร ไนท์คลับ โรงแรม สวนสนุก ควรหาที่ที่เปิดกิจกรรมใหม่ๆ จะไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะกิจการเหล่านั้นจะอยู่ในช่วงประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย

5.ไม่มีสิ่งที่จะเสียหายง่าย ควรหาสถานที่ถ่ายทำที่จะเสี่ยงต่อการชดใช้ของเสียหายน้อยที่สุด เช่น สถานที่ที่มีของราคาแพง เช่น พรม เครื่องลายคราม เครื่องแก้ว ไม้ประดับราคาสูง เพราะหากหาย หรือเสียหายขึ้นมาจะยุ่งยากต่อการชดใช้

6.เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวนใดๆ ที่จะทำให้บันทึกเสียงไม่ได้ เช่น สถานที่มีเสียงเครื่องจักร เสียงอู่ซ่อมจักรยานยนต์ เสียงเด็กอ่อน บ้านที่เลี้ยงสุนัข ถนนที่มีรถเสียงดังวิ่งผ่าน โครงการก่อสร้าง ฯลฯ

7.มีความสะดวกในการจัดฉาก การจัดฉากภาพยนตร์ไม่เหมือนละครเวที มีการเปลี่ยนแปลงทุกวินาทีแล้วแต่สถานการณ์ บางครั้งต้องย้ายมุมกล้อง หรือผู้กำกับนึกภาพออกมาอย่างกระทันหัน สถานที่ที่ดีควรจะมีอุปกรณ์ประกอบฉากอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ที่จะหยิบยืม นำมาจัดฉากได้ง่าย เช่น โต๊ะ ต้นไม้ กระถาง รูปภาพ แจกัน เครื่องเรือนชุดสนามที่สามารถยกมาจัดแต่งเพิ่มเติมได้ทันที

ความเหมาะสมในแง่ศิลปะ1.ถูกต้องตามข้อเท็จจริง สถานที่นั้นจะต้องสมจริงตรงตามบท ไม่มีจุดอ่อนที่จะจับผิดได้สอดคล้องกับรูปแบบ และยุคสมัยตามท้องเรื่อง

2.ได้บรรยากาศและความรู้สึก สถานที่จะต้องมีบรรยากาศ มีโครงสีให้ความรู้สึกที่ดี เช่น ในบทบอกว่าชาวนากำลังมีความรัก ก็จะเป็นท้องนาเหลืองอร่าม น้ำเปี่ยมคลอง หรือในบทบอกว่านางเอกเดินเศร้าคิดถึงพระเอก ก็ควรจะเป็นฉากที่พื้นสีเทา (ลานดิน ลานซีเมนต์) มีเสาไฟฟ้าโดดเดี่ยว หรือมีต้นไม้แห้งใบโกร๋น หรือนางเอกอยู่ในภาวะอันตราย เช่น ทางเดินในซอกตึกแคบๆ ที่ผนังตึกบีบทำให้รู้สึกอึดอัด ดังนี้เป็นต้น โครงสีของสถานที่มีส่วนสร้างอารมณ์ความรู้สึกได้มาก สถานที่ที่มีโครงสีโทนใดโทนหนึ่ง เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบฉากก็จะต้องออกแบบสีให้มีศิลปะ เช่น นางเอกไปวัดผ่านทุ่งนาสีเขียวเหลือง เครื่องแต่งกายและร่ม อาจจะเป็นสีแดงสดใส เป็นต้น การออกแบบสีจะทำให้ภาพมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะโครงสีที่ให้อารมณ์เด่นชัด เช่น เทา ม่วง ให้อารมณ์เหงา , ชมพู เหลือง ฟ้า ให้อารมณ์สดใส

3.มีพื้นที่และหลืบสลับซับซ้อน สถานที่ถ่ายทำไม่ควรจะมีฉากหลังแบนที่ดูแล้วทึบตัน เช่น ถนน ตรอก ซอย ควรจะลึกสุดสายตา มุมตึกควรจะมีหลืบและซอกต่างๆ เพราะเมื่อจัดแสง ภาพจะเกิดน้ำหนักสวยงาม อีกทั้งระยะลึกจะทำให้เห็นมีสิ่งต่างๆ หลากหลาย เช่น ฉากตรอกซอยลึก เราจะได้ร้านค้า รถตุ๊กตุ๊ก กองขยะ ลังไม้ รถเข็น เด็กเล่นแบดมินตัน ซึ่งจะทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวา

4.มีความหมายเชิงนัยนะ การหาสถานที่ถ่ายทำในบางครั้ง อาจจะหาสถานที่ที่มีความหมายเชิงนัยยะ หมายถึง สถานที่มีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นนัยของความรู้สึก เช่น โบสถ์ที่มีเงาไม้กางเขนทาบลงบนพื้น แล้วเราใช้สถานที่นั้นในฉากที่ตัวละครตายแล้วมีเงาพาดผ่าน ทุ่งดอกไม้สีชมพู เมื่อพระเอกนางเอกพบรักกัน หรือหน้าผาสูงที่ตัวละครทะเลาะกัน จะเกิดความรู้สึกหมิ่นเหม่เหมือนจะตกหน้าผา ได้ความรู้สึกของความสัมพันธ์ขาดสะบั้นลง หรือฉากที่มีพื้นกระเบื้องยางตารางหมากรุกดำและขาวก็จะเป็นความรู้สึกขัดแย้งกัน หรือฉากเด็กเล็กที่กำลังจะถูกลักพาตัว แล้วถูกอุ้มวิ่งผ่านสวนกระบองเพชร จะทำให้ได้อารมณ์ความรู้สึกของสถานที่เหล่านี้อยู่ที่การตีความของผู้กำกับ ที่จะเลือกสถานที่ได้ความรู้สึกและความหมายทางศิลปะ

แนวคิดการสร้าง video

แนวคิดการสร้าง video

ก่อนที่ลงมือสร้างผลงานวิดีโอสักเรื่อง จะต้องผ่านกระบวนการคิด วางแผนมาอย่างรอบครอบ ไม่ใช่ไปถ่ายวิดีโอแล้วก็นำมาตัดต่อเลย เพราะปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอก็คือการที่ไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ เนื้อหาที่ถ่ายมาไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ในที่นี้ขอแนะนำแนวคิดในการทำงาน วิดีโออย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการ โดยมีลำดับแนวคิดของงานสร้างวิดีโอเบื้องต้น ดังนี้

1. เขียน Storyboard
สิ่งแรกที่เราควรเรียนรู้ก่อนสร้างงานวิดีโอ ก็คือ
การเขียน Storyboard คือ การจินตนาการฉากต่างๆ ก่อนที่จะถ่ายทำจริง เพียงเขียนวัตถุประสงค์ของงานให้ชัดเจนว่าต้องการสื่ออะไรหรืองานประเภทไหน เขียนออกมาเป็นฉาก เรียงลำดับ 1, 2, 3,.......




2. เตรียมองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องใช้
ในการทำงานวิดีโอ เราจะต้องเตรียมองค์ประกอบต่างๆ
ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นไฟล์วิดีโอ ไฟล์ภาพนิ่ง ไฟล์เสียง หรือไฟล์ดนตรี

3. ตัดต่องานวิดีโอ
การตัดต่อคือการนำองค์ประกอบต่างๆ ที่เตรียมไว้มาตัดต่อเป็นงานวิดีโอ งานวิดีโอจะออกมาดีน่าสนใจเพียงใดขึ้นอยู่กับการตัดต่อเป็นสำคัญ ซึ่งเราจะต้องเรียนรู้การตัดต่อในบทต่อไปก่อน

4. ใส่เอ็ฟเฟ็กต์/ตัดต่อใส่เสียง
ขั้นตอนการตัดต่อ เราจะต้องตกแต่งงานวิดีโอด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสี การใส่ข้อความ หรือเสียงดนตรี ซึ่งจะช่วยให้งานของเรามีสีสัน และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น




5. แปลงวิดีโอ
นำไปใช้งานจริงขั้นตอนการแปลงวิดีโอเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในการทำงานวิดีโอที่เราได้ทำเรียบร้อยแล้วนั้นไปใช้งาน โปรแกรม Ulead Video Studio สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็น VCD, DVD หรือเป็นไฟล์ WMV สำหรับนำเสนอทางอินเตอร์เน็ต

มือใหม่กับการถ่ายวีดีโอ ถ่ายให้เป็นทำอย่างไร?

มือใหม่กับการถ่ายวีดีโอ ถ่ายให้เป็นทำอย่างไร?




การถ่ายวีดีโอเป็นทรัพยากรที่สำดัญที่สุดที่จะทำให้ผลงานดีที่สุด ปัจจัยอย่างอื่น มันเกี่ยวข้องน้อยที่สุด การที่ได้วีดีโอที่ดีมาแล้ว ถือว่าสำเร็จไปแล้ว 80%

การที่จะได้วีดีโอที่ดีมาได้ ลองนำเอาเทคนิคเหล่านี้ไปประกอบกับการถ่ายวีดีโอ

1. หลีกเลี่ยงการซูม เข้าและออกมากเกินไป

โดยปกติคนขายกล้องมักจะโฆษณาโอ้อวด กล้องวีดีโอของเขามีความสามารถสูงสามารถซูมได้หลายร้อยเท่ามากกว่ายี่ห้ออื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่นั่นมันไม่ได้เป็นปัจจัยที่ดีเลยเพราะว่า ถ้าคุณซูมมากกว่า 4X ก็เกิดอาการสั่น ภาพที่ได้ออกมาก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยกเว้นคุณจะใช้ขาตั้งกล้องควบคู่กับการซูม เมื่อเราหลงคารมคนขายก็ได้กล้องที่ความสามารถในการซูมสูง และพวกเราก็ใช้มันเสียเลย แบบว่าซูมเข้า ๆ ออก ๆ เป็นว่าเล่น พอทำเป็น CD หรือ DVD ออกมา ดูแล้วมึน เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงการใช้ซูมให้น้อยที่สุดและที่เท่าจำเป็น และถ้าจำเป็นต้องการใช้ซูมก็ขอให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่ควรใช้ซูมระหว่างขณะที่เปลี่ยนฉาก ถ้าทำอย่างนี้ได้วีดีโอก็จะดูดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง แต่ผมบางครั้งหลงลืมตัวใช้เหมือนกัน

2. จับกล้องให้นิ่งขณะถ่ายวีดีโอ

กล้องวีดีโอ ปัจจุบันนี้ตัวขนาดเล็ก และมีปัญหาแน่นอนกับอาการสั่น ไม่เหมือนกล้องรุ่นใหญ่ ๆ มีน้ำหนักมากต้องแบกใส่บ่า และนั่นแหละก็เป็นลดอาการสั่นได้ดี แต่ไม่มีคนอยากใช้เพราะพกพาลำบาก จึงต้องมาใช้กล้องวีดีโอขนาดเล็ก

ถึงแม้ว่าจะจับกล้องให้นิ่งแล้ว แต่อาการสั่นก็จะมีนิดหน่อย แต่เทคโลยีของกล้องก็สามารถชดเชยอาการสั่นได้เล็กน้อย วีดีโอที่ออกมาก็จะดูนิ่ง หรือถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อาศัยเทคนิคในการทำกล้องให้นิ่งอย่างอื่น เช่น ใช้ขาตั้งกล้อง (สามขา) เหมือนกับมืออาชีพเค้าใช้กัน (แบบนี้นายแบบ นางแบบตัวน้อยของพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่รอหรอกครับ วิ่งกันกระจัดกระจาย มีน้อยคนที่ใช้) หรือ ง่ายขึ้นมาอีกหน่อยก็ใช้ขาตั้งแบบขาเดียวตั้งบนพื้นแล้วก็จะกล้องให้นิ่ง แบบนี้ก็จะเกิดอาการเอียงเกิดขึ้นบ้างแต่ก็ลดอาการสั่นดีกว่าใช้มือจับ หรือยืนให้หลังพิงฝา หรือนั่งคลุกเข่า ถ้าจะให้ดี ถ่ายวีดีโอแบบไม่ใช้จอ LCD เอากล้องแนบกับลูกตาแล้วกดให้นิ่ง แบบนี้ก็ลำบากกับคนใส่แว่น เหมือนกัน

3. การถ่ายวีดีโอเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เป็นที่น่าสนใจ มีชีวิตชีวา

เรื่องราวต่าง ๆ ที่เราบันทึกไว้ในวีดีโอ เสมือนกับเราพาคนดูวีดีโอของเราไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ถ่ายบรรยากาศรอบ ๆ หลังจากนั้นก็ตัดเข้าไปหากลุ่มที่เราต้องการโฟกัส คนใดคนหนึ่งที่เป็นตัวหลัก และบันทึกวีดีโอเสมือนเราเอากล้องไปวางไว้บนหัวของคนนั้น ๆ ตัดไปตัดมา เช่น วันนี้พาลูกสาวตัวเล็ก ๆ เข้าไปชมพระบรมมหาราชวัง อันดับแรกก็ถ่าย ภาพวิวรวมทั้งหมดก่อน หลังจากนั้น ก็วิ่งไปดักหน้า แล้วก็ถ่ายเธอกำลังเดินเข้ามากับแม่ของเขา หลังจากเธอก็เดินผ่านไปแล้วก็มองเจดีย์สักอย่างหนึ่ง เราก็ถ่ายข้าง ๆ หรือด้านหลังว่าเธอกำลังมองเจดีย์ แล้วก็ตัดไปถ่ายเจดีย์นั้น ฉะนั้นคนที่ดูวีดีโอ ก็จะตื่นเต้นเหมือนกับเดินไปกับลูกสาวของเรา

4. การลำดับเรื่องจะจบ หรือการเริ่มต้น?

นี่เป็นเทคนิคการลำดับเรื่อง บางครั้งก็ออกอาการมึนเหมือนกันว่าจะเริ่มอย่างไร? และจะจบอย่างไร? ดูแล้วสนุกตื่นเต้น แบบนี้ก็สามารถลอกเลียนแบบภาพยนต์สักเรื่องหนึ่ง หรือสารคีใด ๆ สักเรื่อง เช่น เริ่มจากการเกริ่นจากในบ้านคุณแม่กำลังคุย + เปิดหนังสือท่องเที่ยวให้ลูกสาวดูที่ใดที่หนึ่งแล้วก็เล่าเรากำลังจะไป ตัดไปยังขณะขับรถเดินทาง ตัดไปยังแผนที่แล้วก็มีรถวิ่งจากบ้านไปที่ที่ต้องการจะไป แล้วก็ผ่านสิ่งต่าง ๆ ตามข้างทาง แล้วก็ถึงที่หมาย แล้วบันทึกกิจกรรมในวันนั้น ๆ และช่วงกลาง ๆ ของกิจกรรม บางครั้งก็อาจะตัดกลับไปในบ้านคุณแม่กำลังคุย + เปิดหนังสืออีกครั้งหนึ่งแทรกไปอยู่เป็นตอน ๆ สุดท้ายก็เดินทางกลับบ้านเหมือนกับการเดินทางไป และก็จบลงตรงที่แม่อ่านหนังสือจบและพูดคุยกับลูก เทคนิคเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการจินตนาการ+เทคนิคการตัดต่อด้วย และทำให้เกิดการเริ่มต้น และจบแบบสมบูรณ์

5. ทำให้สั้น และเข้าใจง่าย

ถ้าตั้งกล้องถ่ายวีดีโอที่มีความยาวมากกว่า 2 นาทีนั้น มันจะทำให้ผู้ดูเบื่อหรือก็หลับไปเลย การทำคลิปวีดีโอประกอบด้วยคลิปย่อยจำนวนมากมาย คลิปหนึ่ง ๆ มีความยาวประมาณ 5 ถึง 10 วินาที จะได้ผลมากกว่า ทำให้คนดูตื่นเต้นใจจดใจจ่อว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก พิธีการบางสิ่งบางอย่างก็เอาส่วนหัวส่วนท้ายก็พอ แล้วก็ตัดเอาช่วงกลางออกไปให้รู้ว่านี่เป็นพิธีการอะไรเท่านั้นก็พอ

6. เงา แสง มุมกล้อง

แสงธรรมชาติ มุมกล้องจะมีความสัมพันธ์กันได้ก็ยิ่งดี เพราะสถานที่ที่เราไปถ่ายต้องอาศัยแสงธรรมชาติเป็นหลัก ไม่สามารถจัดหาไฟสตูดิโอได้ตลอดเวลา เพียงแต่ต้องหลีกเลี่ยงการถ่ายย้อนแสงแบบจัง ๆ เพราะจะทำให้คนที่ถูกถ่ายหน้าดำ แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องถ่ายย้อนแสง ก็อาจจะใช้ backlight ที่ติดมากับกล้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ลดอาการหน้าดำได้บ้าง หรือหันมุมกล้อง เพื่อให้เกิดแสงเงาแทนที่จะถ่ายคนตรง ๆ หรือสถานที่นั้นตรง ๆ นั่นก็จะได้มุมมองที่แปลก ๆ

7. การเปลี่ยนมุมมอง

ถ้าตั้งกล้องถ่ายวีดีโอมุมเดียวนั้นโอกาสที่ผู้ชมจะเบื่อมาก ๆ เพราะนั้นการเปลี่ยนมุมหลาย ๆ มุม (มุมบน มุมล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา) เหมือนกับใช้กล้องหลายตัวรุมจุดโฟกัสนั้น ๆ ตัดสลับไปมา บางที่ก็มีการถ่ายซ้ำและนำเอาไปตัดต่อเอา ก็จะทำให้เกิดการสนใจติดตามอย่างต่อเนื่อง โฟกัสสิ่งที่กำลังดำเนินไปอยู่

8. เรียนรู้จากภาพยนตร์

การเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ จากภาพยนต์ และจดจำ เช่น ถ้านั่งดูภาพยนต์ไป และลองเดาว่าจะเปลี่ยนฉากอย่างไร แสดงว่าคุณมองออก และสามารถดำเนินเรื่องการถ่ายวีดีโอของคุณแบบไม่ติดขัด และเก็บสิ่งแวดล้อม เก็บสถานการณ์ ได้ทั้งหมด หลังจากนั้นก็เอามาตัดต่อและเรียงลำดับใหม่ในคอมพิวเตอร์ เล่าเป็นเรื่องราวได้อย่างสนุก

9. การเตรียมแบตเตอรี่ให้เพียงพอ
ถ้าแบตเตอรี่หมดขณะการถ่ายทำ ทุกอย่างก็จบ ฉะนั้นก็ต้องเตรียมแบตเตอรี่ลูกใหญ่ขึ้น หรือพกสายยาว ๆ เสียบปลั๊กเอาก็ได้ เพื่อเหตุการณ์ดำเนินการไปด้วยดีก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องการเตรียมแบตเตอรี่ลูกใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ

10. ระบบเสียง


ถ้าทำได้ก็ยิ่งดี หมายถึง ทุกอย่างพร้อมและเตรียมมาดีก็จะให้การถ่ายทำวีดีโอสมบูรณ์ขึ้น แต่โฮมวีดีโอ มันเอาแน่นอนไม่ได้ไม่มีบทไม่มีสคริป ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ บางทีก็อาศัยการตัดต่อเอาส่วนที่ไม่ต้องการออกไป หรือค่อยมาเสริมด้วยบทพากษ์ใหม่แทรกเข้าไปหรือเพิ่มบทเพลง เพื่อที่จะกลบเกลื่อน